3 เทรนด์เทคโนโลยี ที่มาแรงปี 2017

การสร้างและผลิตนวัตกรรมที่ทันสมัยล้ำยุค กลายมาเป็นกระแสที่นักพัฒนาทั่วโลกหันกลับมาให้ความสำคัญอีกครั้ง นักพัฒนาเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการในกลุ่มสตาร์ทอัป (StartUp) เนื่องจากมีหลายปัจจัยที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาและผลิตนวัตกรรมใหม่ๆขึ้นมา

การพัฒนาของเทคโนโลยีอิเลกทรอนิกส์ที่มีการพัฒนาอย่างมาก เกิดจากการขยายตัวของโลกสื่อสารโทรคมนาคม โดยเฉพาะในส่วนอุปกรณ์สมาร์ทโฟน จนถึงการขยายตัวในโลกอุตสาหกรรมต่างๆ ทำให้เกิดเทคโนโลยีการสร้างไมโครคอนโทรลเลอร์ (Microcontroller) ขนาดเล็กที่สามารถติดตั้งลงบนอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ ที่มีขนาดเล็กๆ เช่นอุปกรณ์สวมใส่ (Wearable Device) จนถึงอุปกรณ์ที่ทำงานในเครือข่าย Internet of Things (IoT) ในอุตสาหกรรมต่างๆ ด้วยยอดการผลิตที่มีจำนวนมาก ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยมีราคาถูกลง

เทรนด์เทคโนโลยีมากมายนับไม่ถ้วน ต่อไปนี้ คือ 4 เทรนด์ ที่คาดว่าจะมีพัฒนาการสุดขีดในปี 2017 และจะส่งผลถึงการใช้ชีวิตของทุกคนในอนาคตอย่างคาดไม่ถึง

1.Virtual Reality (VR) เทคโนโลยีการสร้างภาพเสมือนจริง

ขอบคุณเครดิตรูปภาพ : https://goo.gl/SnrjLo

มีผู้คร่าหวอดในวงการไอทีบันทึกไว้แล้วว่าตลาดอุปกรณ์สวมศีรษะที่ผู้ใช้จะหลุดเข้าไปในโลกเสมือนอย่าง VR นั้นจะมีเงินสะพัดไม่ต่ำกว่า 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2020 เรียกว่าไม่ต้องสงสัยเลยว่าปี 2017 จะเป็นปีที่ปูทางสู่อนาคตสดใสของโลก VR

นับจากปี 2015 เรื่อยมาจนถึงปี 2016 เราเห็นอุปกรณ์ VR แพร่หลายขึ้นอย่างชัดเจน การเปิดตัวอุปกรณ์อย่างการ์ดบอร์ด (Cardboard) ในปี 2014 จนถึงเฟซบุ๊ก (Facebook) ที่เปิดตัวอุปกรณ์โอคูลัสลิฟต์ (Oculus Rift) ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา กระทั่งเอชทีซี (HTC) ที่เปิดตัวอุปกรณ์อย่างไวฟ์ (Vive) เมื่อเดือนเมษายน

ด้านซัมซุง (Samsung) นั้นเปิดตัวอุปกรณ์เกียร์วีอาร์ (Gear VR) ก่อนที่โซนี่ (Sony) จะเปิดตัวเพลย์สเตชันวีอาร์ (PlayStation VR) ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ล่าสุดคือเดือนพฤศจิกายนกับกูเกิล (Google) ที่ส่งท้ายปีด้วยการเปิดตัวรุ่นใหม่ตัวจริงของ Cardboard ในชื่อเดย์ดรีมวิว (Daydream View)

รายชื่อยักษ์ใหญ่ไอทีเหล่านี้เป็นเครื่องการันตีว่า VR คือเทคโนโลยีที่ ‘มาแน่นอน’ ในปี 2017 โดยเจ้าพ่ออย่างไมโครซอฟท์ (Microsoft) นินเทนโด (Nintendo) และควอลคอมม์ (Qualcomm) ต่างล้วนมีข่าวลือพร้อมพัฒนาฮาร์ดแวร์เทคโนโลยี VR แต่ยังไม่มีรายละเอียดใดๆ

อย่างไรก็ตาม ความพร้อมของอุปกรณ์ทำให้เกิดแรงกดดันเรื่องคอนเทนต์หรือเนื้อหาวิดีโอเสมือนจริง จุดนี้ ผู้ผลิตอย่างทั้ง Google, Oculus, HTC, Sony, Samsung และเอเซอร์ (Acer) ต่างเปิดตัวอุปกรณ์และระบบเพื่อเอื้อให้วิดีโอ VR มีพัฒนาการที่ดีขึ้น ขณะที่ Google, Oculus และแบรนด์อเมริกันอย่าง Valve เริ่มเปิดศักราช ‘VR marketplaces’ ตลาดให้บริการคอนเทนต์เสมือนจริงเรียบร้อยแล้ว

ถึงบรรทัดนี้ วางเดิมพันได้เลยว่าโลกของ VR จะมีความเด่นชัดแน่นอนในปี 2017 นี้

2.Augmented Reality (AR)การซ้อนภาพจำลองไปบนภาพจริง กำลังตามไป

ขอบคุณเครดิตรูปภาพ : https://goo.gl/CKJKaE

ปี 2016 ซึ่งเป็นปีทองของเกม AR Augmented Reality ที่อาจมีบทบาทในวงการแพทย์มากขึ้น รวมถึงทิศทางการพัฒนาอุปกรณ์อัจฉริยะให้มีความอัจฉริยะยิ่งกว่าเดิม หรือในด้านสันทนาการ อย่างโปเกมอนโก (Pokémon Go) สะท้อนว่าเทคโนโลยีที่แสดงภาพกราฟิกบนวิวจริงถนนจริงนั้นเป็นประสบการณ์ที่ถูกใจคนยุคไอที แน่นอนว่าความสำเร็จนี้แสดงถึงพัฒนาการของ AR ที่จะไม่หยุดนิ่งและจะหาทางแทรกซึมเข้าถึงทุกคนทุกเพศทุกวัยมากขึ้น

เรื่องนี้ซีอีโอแอปเปิล ‘ทิม คุก’ (Tim Cook) เคยประเมินว่า AR จะมีโอกาสเติบโตมากกว่า VR เนื่องจากความแนบเนียนในการแสดงภาพกราฟิกที่ผู้ใช้สามารถใช้ชีวิตปกติร่วมไปด้วยได้ แต่ VR ต้องหยุดกิจกรรมทุกอย่างและหลุดเข้าไปในโลกเสมือนโดยไม่ได้รับรู้โลกภายนอก

กรณีของแอปเปิล แม้จะยังไม่มีการเปิดตัวสินค้าใดที่เข้าข่าย AR แต่ย้อนไปในปี 2015 แอปเปิลประกาศซื้อกิจการบริษัทผู้พัฒนาเทคโนโลยี AR ชื่อ Metaio จุดนี้ทำให้มีการคาดหวังว่าเราอาจได้เห็นคุณสมบัติใหม่หรือสินค้าใหม่จากแอปเปิลที่เกี่ยวกับ AR ในอนาคต

เรื่องนี้น่าสนใจมากเมื่อพิจารณาร่วมกับข่าวลือในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา แอปเปิลถูกลือว่ากำลังพัฒนาแว่น AR สไตล์เดียวกับกูเกิลกลาส (Google Glass) ของกูเกิล ขณะเดียวกัน ยังมีการวิเคราะห์ว่าการอัปเดทคุณสมบัติใหม่ในไอโอเอส (iOS) เรื่องการปรับให้กล้อง iPhone 7 มีความสามารถดีขึ้นนั้นอาจเอื้อให้มีการเพิ่มคุณสมบัติด้าน AR ในอนาคตก็ได้

3.อวสานคนขับรถ ยานยนต์ไร้คนขับ (Connected Car) ตามมาติดๆ

ขอบคุณเครดิตรูปภาพ : https://goo.gl/QTgdHj

แม้จะถูกมองเป็นเรื่องไกลตัวคนไทย แต่ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นที่จะได้รับรู้ว่ายานยนต์ที่ไร้คนขับนั้นจะแจ้งเกิดและถูกผลิตมากขึ้นในปีหน้า ซึ่งไม่เพียงการพัฒนารถเพื่อผู้บริโภคทั่วไป แต่เทรนด์ของรถอัตโนมัติกลับร้อนแรงในรูปบริการเช่ารถผ่านแอปพลิเคชัน

ยิ่งใกล้ปี 2020 ซึ่งเป็นปีที่มีการคาดหมายว่ารถอัจฉริยะไร้คนขับจะได้ฤกษ์ออกวิ่งบนท้องถนนก็ยิ่งมีความเคลื่อนไหวเกิดขึ้นมากมาย เช่น Google ที่จับมือกับฟอร์ดมอเตอร์ (Ford Motor) และอูเบอร์ (Uber) ออกมาประกาศความร่วมมือในการผลักดันกระบวนการต่างๆ สำหรับรองรับการออกสู่ตลาดของรถอัจฉริยะให้มีความรวดเร็วยิ่งขึ้น ขณะที่คู่แข่งของ Uber อย่างค่ายลิฟต์ (Lyft) ก็มีการจับมือกับวอลโว่ (Volvo) ทำโครงการถนนปลอดภัยด้วยรถอัจฉริยะไร้คนขับด้วยเช่นกัน

ในขณะที่ประเทศไทยกำลังลุ้นกับการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ประเทศเพื่อนบ้านของเราอย่างสิงคโปร์ประกาศลงนามกับสตาร์ทอัปชื่อนูโตโนมี (nuTonomy) เริ่มทดสอบรถแท็กซี่ไร้คนขับเมื่อเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้ ขณะที่บริษัทเดลฟี (Delphi Automotive) บริษัทเทคโนโลยีสัญชาติสหรัฐอเมริกา ก็ยื่นข้อเสนอขอส่งรถแท็กซี่อัตโนมัติที่สามารถรับส่งผู้โดยสารในย่านธุรกิจมาให้บริการในสิงคโปร์เช่นกัน คาดว่ารถแท็กซี่อัตโนมัติไร้คนขับนี้จะสามารถลดค่าโดยสารจากเฉลี่ย 3 เหรียญต่อไมล์ลงเหลือเพียง 90 เซนต์ต่อไมล์เลยทีเดียว

แต่เหนืออื่นใด การประชุมเวิลด์อิโคโนมิกฟอรัม (World Economic Forum) ได้ระบุว่าต้องมี 3 กระบวนการนี้เสียก่อน รถไร้คนขับจึงจะสามารถเปิดศักราชได้ ประเด็นแรกคือความรับผิดจากการใช้สินค้าที่มีการติดตั้งระบบอัจฉริยะลงไปต้องมีการระบุให้ชัดเจน, สอง ต้องมีการเซ็ตอัปเครือข่ายอินเทอร์เน็ตขึ้นเพื่อให้อุปกรณ์เหล่านั้นเข้าถึงได้ และสาม เป็นเรื่องของตัวบทกฎหมายที่จะต้องเป็นมาตรฐานเดียวกันในระดับโลก

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *